[x] ปิดหน้าต่างนี้
 




 

  

ข่าวประชาสัมพันธ์
โรคไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease)

จันทร์ ที่ 25 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2557


 โรคไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease)

การแพร่กระจายของโรค

อีโบลาติดได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับเลือด, สารคัดหลั่ง, อวัยวะ หรือของเหลวแบบอื่นๆ จากสัตว์ที่ติดเชื้อ ในแอฟริกามีหลักฐานว่า การติดเชื้อเกิดจากการเกี่ยวข้องสัมผัสกับชิมแปนซี, กอริลล่า, ค้างคาวผลไม้, ลิง, แอนทีโลปป่า (forest antelope) และเม่น ซึ่งป่วยหรือตาย หรืออยู่ในป่าฝน 

อีโบลาแพร่กระจายเข้าชุมชนผ่านการติดต่อจากคนสู่คน โดยการติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรง (ผ่านผิวหนังที่ถลอกหรือผ่านเยื่อบุ) กับเลือด, สารคัดหลั่ง, อวัยวะ หรือของเหลวอื่นๆ จากร่างกายของผู้ติดเชื้อ และผ่านการสัมผัสทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนของเหลวเหล่านั้น พิธีฝังศพที่ผู้มาร่วมไว้อาลัยสัมผัสโดยตรงกับร่างกายของศพมีส่วนสำคัญในการแพร่กระจายของอีโบลาเช่นกัน ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ยังคงความสามารถในการส่งผ่านเชื้อไวรัสทางน้ำเชื้อได้นานถึง 7 สัปดาห์ภายหลังจากหายจากโรคแล้ว

บ่อยครั้งที่มีรายงานการติดเชื้อในบุคลากรการแพทย์ขณะกำลังรักษาผู้ป่วยที่สงสัยหรือยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยไม่ได้ควบคุมหรือระมัดระวังตัวตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด 

ในการติดเชื้อจากการสัมผัสกับลิงหรือสุกรที่ติดเชื้ออีโบลาแบบ Reston หลายกรณีเกิดขึ้นในคนโดยไม่ปรากฏอาการเจ็บป่วยใดๆ ดังนั้นดูเหมือน RESTV จะมีความสามารถในการก่อโรคในคนต่ำกว่าอีโบลาสปีชีส์อื่นๆ  

อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวมาจากกรณีของชายหนุ่มสุขภาพดีเพียงรายเดียว จึงอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะแปลผลด้านสุขภาพของไวรัสดังกล่าวให้ครอบคลุมประชากรมนุษย์ทั้งหมด เช่น ครอบคลุมผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีเท่า หรือคนที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว, คนตั้งครรภ์ และเด็ก จำเป็นต้องมีการศึกษา RESTV เพิ่มขึ้นก่อนที่จะสรุปได้อย่างแน่ชัดเกี่ยวกับความสามารถในการก่อโรค และความรุนแรงของโรคของไวรัสชนิดนี้ในมนุษย์   
 

สัญญาณหรืออาการป่วย 

EVD ก่อโรคแบบเฉียบพลันและรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งพิจารณาได้จากการมีไข้อย่างปุบปับ, การรู้สึกไม่สบายหรือร่างกายอ่อนแออย่างมาก, เจ็บปวดกล้ามเนื้อ, ปวดหัว และเจ็บคอหอย ตามมาด้วยการอาเจียน, ท้องเสีย, เกิดผื่น, ไตและตับล้มเหลว และในบางกรณีอาจพบการตกเลือดทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดลดต่ำลง และมีเอนไซม์ตับเพิ่มมากขึ้น 

ผู้ที่ติดเชื้อนั้นตราบใดที่ยังมีไวรัสและสารคัดหลั่งอยู่ในตัว พบว่าก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้ ดังกรณีตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ ยังพบไวรัสอีโบลาได้จากน้ำเชื้อ 61 วันหลังจากเริ่มป่วย 

ช่วงระยะฟักตัว (ช่วงเวลาหลังจากติดเชื้อไวรัสจนเริ่มมีอาการ) อยู่ที่ 2-21 วัน  
 

การวินิจฉัยโรค 

มีหลายโรคที่ควรวินิจฉัยแยกแยะและตัดออกก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็น EVD คือ มาลาเรีย, ไข้ไทฟอยด์, ชิเกลล่า, อหิวาตกโรค, โรคฉี่หนู, กาฬโรค, ริกเกตเซีย, ไข้กลับ, ไข้สมองอักเสบ, ตับอักเสบ, และโรคไข้เลือดออกอื่นๆ ที่เกิดจากไวรัส การวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างแน่ชัด ทำได้ด้วยวิธีการทดสอบหลายแบบดังนี้
  • antibody-capture enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) (อีไลซา)
  • antigen detection tests (การตรวจแอนติเจน)
  • serum neutralization test (การตรวจซีรั่มนิวทรัลไลเซชัน) 
  • reverse transcriptase polymerase chain reaction (RT-PCR) assay (วิธี RT-PCR) 
  • electron microscopy (การส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน) 
  • virus isolation by cell culture (การเลี้ยงเซลล์เพื่อสกัดแยกเชื้อไวรัส)
สารตัวอย่างที่จะใช้ตรวจสอบซึ่งมาจากผู้ป่วยถือว่า มีความเสี่ยงด้านชีวภาพอย่างยิ่ง ดังนั้น การตรวจสอบจึงควรทำภายใต้สภาวะปิดทางชีวภาพที่มีความปลอดภัยสูงสุด 
 

วัคซีนและการรักษา

ยังไม่มีวัคซีนสำหรับ EVD ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ มีวัคซีนหลายชนิดที่อยู่ระหว่างการทดสอบ แต่ยังไม่มีชนิดใดเลยที่พร้อมสำหรับให้ใช้ทางคลินิกได้
ผู้ป่วยหนักต้องการการรักษาอย่างเข้มงวดมาก ผู้ป่วยมักมีอาการขาดน้ำ และต้องการน้ำและ  สารละลายที่มีสารเกลือแร่ผ่านทางปากเพื่อชดเชย หรืออาจให้น้ำเกลือใต้ผิวหนัง
 
ยังไม่มีวิธีการรักษาอย่างจำเพาะเจาะจง ยาชนิดใหม่ๆ อยู่ระหว่างการประเมินผล
 

สัตว์เจ้าเรือนของไวรัสอีโบลา 

ในแอฟริกา ค้างคาวผลไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Hypsignathus monstrosus, Epomops franqueti และ Myonycteris torquata อาจเป็นสัตว์เจ้าเรือนตามธรรมชาติสำหรับไวรัสอีโบลา เนื่องจากพบว่ามีการซ้อนเหลื่อมทางภูมิศาสตร์ของกระจายตัวของค้างคาวผลไม้และไวรัสอีโบลา 
 

ไวรัสอีโบลาในสัตว์

แม้ว่าไพรเมต (ลิงไร้หาง) อื่นๆ ที่ไม่รวมคนอาจจะเป็นแหล่งรังโรคสำหรับคนได้ แต่เชื่อกันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น และน่าจะมาจากการติดเชื้อโดยบังเอิญของมนุษย์มากกว่า เนื่องจากพบการระบาดของอีโบลาในปี 1994 จากสปีชีส์ EBOV และ TAFV ในชิมแปนซีและกอริลลา 
 
RESTV เป็นต้นเหตุการระบาดอย่างหนักของ EVD ในลิง Macaca fascicularis ที่เลี้ยงในประเทศฟิลิปปินส์ และยังตรวจพบในลิงที่นำเข้าไปยังสหรัฐฯ ในปี 1989, 1990 และ 1996 และในลิงที่นำเข้าประเทศอิตาลีจากฟิลิปปินส์ในปี 1992 และตั้งแต่ปี 2008 ตรวจพบไวรัส RESTV ระหว่างการระบาดของโรคพิฆาตนี้ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและฟิลิปปินส์ มีรายงานการติดเชื้อในสุกรที่ไม่มีอาการ และการทดสอบฉีดเชื้อในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า RESTV ไม่ทำให้เกิดโรคในสุกร 
 

การป้องกันและการควบคุม 
 

การควบคุมอีโบลาไวรัส Reston ในสัตว์เลี้ยง 
 

ยังไม่มีวัคซีนในสัตว์สำหรับ RESTV การทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อของฟาร์มสุกรและลิงเป็นกิจวัตร (ด้วยโซเดียมโฮโปคลอไรท์หรือสารซักฟอกอื่นๆ) น่าจะมีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์ได้ 
 
ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดการระบาดขึ้น ควรใช้การกักโรคทันที สัตว์ที่ติดเชื้อต้องกำจัดทิ้งโดยการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งการกลบฝังหรือการเผาซาก มาตรการดังกล่าวอาจจำเป็นสำหรับลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน  การจำกัดหรือห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์จากฟาร์มที่ติดเชื้อไปยังบริเวณอื่นๆ ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคได้ 
 
มักมีการระบาดของ RESTV ในสุกรและลิงก่อนการติดเชื้อในคน การสร้างระบบเฝ้าระวังสัตว์ที่แอกทีฟจะช่วยตรวจหากรณีใหม่ๆ ได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเตือนภัยแต่เนิ่นๆ สำหรับสัตวแพทย์และสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ด้านสาธารณสุข
 

การลดความเสี่ยงของการติดเชื้ออีโบลาในคน

การที่ไม่มีวัคซีนและวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพในมนุษย์ ทำให้เกิดความห่วงใยว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับการติดเชื้ออีโบลา และมาตรการป้องกันตนเองสำหรับบุคคลถือเป็นวิธีการเดียวที่ช่วยลดการติดเชื้อและการเสียชีวิตในมนุษย์ได้ 
 
ในทวีปแอฟริการะหว่างการระบาดของ EVD การให้ข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขต่างๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยต้องเน้นไปยังปัจจัยบางประการดังนี้ 
 
  • การลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อจากสัตว์ป่าสู่คนที่เกิดจากการสัมผัสกับค้างคาวผลไม้ หรือลิง/ เอปที่ติดเชื้อ และจากการทานเนื้อสดของสัตว์เหล่านี้ การหยิบจับสัตว์เหล่านี้ควรใช้ถุงมือและชุดอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ที่เหมาะสม ควรปรุงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (เลือดหรือเนื้อ) ให้สุกอย่างทั่วถึงก่อนการรับประทาน
  • การลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อจากคนสู่คนในชุมชน ที่เกิดจากการสัมผัสทางตรงหรืออย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชากของเหลวแบบต่างๆ จากร่างกาย ควรงดเว้นการสัมผัสทางกายภาพอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคอีโบลา ควรสวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสมเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ควรล้างมือบ่อยๆ หลังจากไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล เช่นเดียวกับหลังจากที่ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน 
  • ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอีโบลาควรให้ข้อมูลของโรคและข้อมูลมาตรการการรับมือและจำกัดการระบาด ซึ่งรวมทั้งการฝังกลบซาก ควรฝังผู้ที่เสียชีวิตจากอีโบลาทันทีอย่างระมัดระวัง ฟาร์มสุกรในแอฟริกามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการติดเชื้อ หากมีค้างคาวผลไม้ปรากฏในฟาร์มเหล่านั้น ควรเลือกใช้มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ที่เหมาะสมในการจำกัดการแพร่กระจายของเชื้อ สำหรับ RESTV นั้น การให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขควรเน้นเรื่องการลดความเสี่ยงจากการติดต่อของเชื้อจากสุกรสู่คน ที่เป็นผลมาจากวิธีการเลี้ยงและฆ่าสัตว์อย่างไม่ปลอดภัย และการรับประทานเลือดสด นมสด และเนื้อสัตว์สดๆ อย่างไม่ปลอดภัย ควรสวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสมเมื่อต้องจัดการกับสัตว์ป่วยหรือเนื้อของมัน และเมื่อต้องชำแหละสัตว์ต่างๆ ในบริเวณที่มีรายงานว่าพบ RESTV ในสุกร ควรปรุงผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจากสัตว์ (เลือด, เนื้อ และนม) ให้สุกอย่างทั่วถึงก่อนบริโภค
     

การควบคุมการติดเชื้อในระบบดูแลผู้ป่วย

การติดต่อของเชื้อไวรัสอีโบลาจากคนสู่คน มักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสทางตรงหรือทางอ้อมกับเลือดหรือของเหลวอื่นของร่างกาย มีรายงานการติดเชื้อในบุคลากรการแพทย์ในกรณีที่ไม่มีมาตรการควบคุมการติดเชื้ออย่างเหมาะสม บางครั้งก็เป็นไปได้ที่จะจำแนกผู้ป่วยติด EBV ไม่ได้แต่เนิ่นๆ เนื่องจากอาการเบื้องต้นไม่จำเพาะ (คล้ายกับอีกหลายโรค) ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่บุคลากรการแพทย์ต้องใช้มาตรการระมัดระวังเบื้องต้นแบบมาตรฐานกับผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นเช่นใด ตลอดเวลาการทำงานในทุกขั้นตอน ซึ่งรวมทั้งการรักษาความสะอาดพื้นฐานของมือ, ความสะอาดของระบบหายใจ, การใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองแบบต่างๆ (เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกระเด็นหรือการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่ติดเชื้อ), การฉีดยาอย่างปลอดภัย และการฝังกลบอย่างปลอดภัย 
 
บุคลากรการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยซึ่งต้องสงสัยหรือยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลาควรเพิ่มเติมมาตรการจากข้อควรระวังพื้นฐาน ได้แก่มาตรการควบคุมการติดเชื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวอื่นจากร่างกายของผู้ป่วย และการสัมผัสโดยตรงโดยไม่ป้องกันตัวเองในสิ่งแวดล้อมที่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อ เมื่อต้องสัมผัสโดยตรง (ระยะไม่เกิน 1 เมตร) กับผู้ป่วยที่ติด EBV บุคลากรการแพทย์ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า (หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน และแว่นป้องกัน), ชุดกาวน์แขนยาวสะอาด, และถุงมือ (ในบางขั้นตอนควรใช้ถุงมือปลอดเชื้อ) บุคลากรห้องปฏิบัติการก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ผู้ที่จะตรวจสอบตัวอย่างจากสัตว์และจากผู้สงสัยว่าติดเชื้ออีโบลา ควรจะผ่านการฝึกและทำด้วยวิธีการและห้องปฏิบัติการที่มีความเหมาะสม    


เข้าชม : 320


ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 อันดับล่าสุด

      24 กันยายน วันมหิดล 24 / ก.ย. / 2557
      โรคไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease) 25 / ส.ค. / 2557
      วันรพี รำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย 6 / ส.ค. / 2557
      กิจกรรม \"รวมพลคนทำบัญชี สามัคคีปรองดอง\" ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฏาคม 2557 16 / ก.ค. / 2557
      วันอาสาฬหบูชา 2557 ตรงกับวันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 10 / ก.ค. / 2557




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ ที่นี่ เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

 
กศน.ตำบลท่าสะบ้า
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอวังวิเศษ
ที่อยู่ 16 ม.7 ตำำบลวังมะปรางเหนือ  อำเภอวังวิเศษ  จังหวัดตรัง  92220  เบอร์โทร  075262147
e-mail: nfe14


Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05