[x] ปิดหน้าต่างนี้
 



 
                   
เมืองผู้นำยางพารา เทิดรัษฎานุประดิษฐ์ เมืองมิตรวัฒนธรรม หมูย่าง ติ่มซำรสเลิศ เปิดประตูสู่อันดามัน สวรรค์นักท่องเที่ยว
 

  

บทความสุขภาพ
ภัยเงียบ..! ภัยร้าย..! ป้องกันได้ ไวรัสตับอักเสบ ซี

อาทิตย์ ที่ 8 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2554

คะแนน vote : 12  

ในปัจจุบัน  โรคภัยไข้เจ็บต่างๆพัฒนาตามการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์และการพัฒนาก็ทำให้ ค้นพบโรคใหม่ๆ  (ที่มีมาก่อนนานแล้วและพัฒนาขึ้นมาใหม่)  และยังมีโรคอีกจำนวนมากที่คนไม่สามารถล่วงรู้เงื่อนงำของมันได้ 

                    ไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2532  นี่เอง  โดยแพทย์ชาวสหัฐอเมริกา  เป็นไวรัสตัวอักเสบที่ติอต่อได้ทางเลือดและเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส  สายเดี่ยว  ขนาดเล็ก  พลตรีนายแพทย์อนุชิต  จูฑะพุทธิ  เลขาธิการมูลนิธิโรคตับแห่งประเทศไทยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  กล่าวถึงไวรัสตับอักเสบซี  ว่า

ไวรัสตับักเสบ  ซี  มีความสำคัญแค่ไหน

                       องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื่อรังราว 170  ล้านคน  ส่วนในประเทศไทยเราพบโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 – 2 โดยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากกว่าภาคอื่น  ไวรัสตับอีกเสบ  ซี  นี้มีสำคัญไม่ด้ยกว่าไวรัสตับอักเสบ  บี  ได้พบมานานแล้ว  และมีการฉีดวัคซีนป้องกันได้กว้างขวาง  ทำให้การควบคุมประสบสำเร็จสูง  ส่วนไวรัสตับอักเสบ  ซี  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ลัยังไม่พบว่ามีแนวโน้มที่จะค้นพบในเวลาอันใกล้นี้

                        ผู้ป่วยจากอาการไวรัสตับอักเสบ  ซี  เรื้อนังเกือบทุกรายจะมีอาการอักเสบของตับ  และทำให้ตับส่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ  ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ  ชนิด  บี  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่มีอาการอักเสบของตับ  โดยพบเพียงร้อยละ 15 – 25 เท่านั้นที่มีอาการอักเสบและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง

ใครคือผู้ที่เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบ  ซี

                        1. ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือด  หรือส่วนประกอบจากเลือดเช่น  พลาสมา (น้ำเลือด)  หรือเกล็ด  ที่อาจเกิดจากการเสียเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือด  หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดก่อนการค้นพอไวรัสตับอักเสบ ซี

                         2. ผู้ที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

                         3. การสัก  การเจาะตามร่างกาย  สักคิ้ว  ไม่ใช้ของมีคมที่สัมผัสผิวหนังรวมกัน  เช่น  มีดโอน  กรรไกรตัดเล็บแปลงสีฝัน ฯลฯ

                           4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง  โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการฟอกไตมาเป็นเวลานาน

                            5. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ติดจากแม่ไปสู่ลูก(พบได้น้อยมาก)

เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น

                        เมื่อไวรัสตับอักเสบ  ซี  เข้าสู่ร่างกาย  จะมีระยะฟักตัว 6-8 สัปดาห์  จึงเริ่มมีอาการตับอักเสบ  จะมีผู้ป่วยประมาณ10 -15 เปอรืเซ็นต์  ที่มีอาการตัวและนัย์ตาเหลือง  หรือเป็นดีซาน  มีอาการคล้ายๆ  เป็นไข้หวัดใหญ่  อ่อนเพลียมาก  รู้สึกเบื่ออาหาร  คลื่อนไส้  อาเจียน  ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ  ผู้ป่วยเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง  โดยที่ยังมีไวรัสอยู่ในร่างกายตลอดเวลา  และจะมีอาการอักเสบของตับขึ้นๆ  ลงๆ  อยู่ตลอดเวลา  ของผู้ป่วยถึงร้อยละ 85 และมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยแค่ร้อยละ 15 ที่อาจจัดการไวรัสได้หมดผู้ป่วยร้อยละ 20.30  จะเกิดอาการตับแข็งหลังจากได้รับเชื้อแล้ว 20 ปี

                        ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น  ได้รับเชื้อตอนที่อายุมากแล้ว  ติดเชื้อจาการได้รับเลือด  ดื่มเหล้า

อาการที่เกิดจากตับแข็ง

                         1. เมื่อตับไม่สามารถสร้างสารอาหารพลังงานและทำลายสารพิษต่างๆ  ได้ตามปกติ  มีผลให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  คลื่นไส้  เท้าบวม  บางรายมีน้ำในช่องท้อง  (ท้องมาน)  ตัวเหลือง  ผิวแห้ง  คันตามตัว  หรือมีจ้ำเลือดง่าย  ไวต่อสารพิษมาก  ป่วยหรือติดเชื้อโรคง่ายถ้าเป็นมากตับจะหยุดทำงาน

                         2. มีพังผืดหรือแผลในตับมากขึ้น  จะอาการอาเจียนเป็นเลือด  จากภาวะหลอดเลือดป่งพองในหลอดอาการมีอาหารม้ามโต  เพราะเลือดจากม้ามไหลกลับไปสู่ตับได้ช้าลง  ถ้าม้ามโตมากๆ  จะเกิดอาการกินเม็ดเลือด  ทำให้ซีดหรือเกล้ดเลือดต่ำ

                         หลังจากผู้ป่วยเป็นตับแข็งแล้ว  อาการจุรุนแรงมากขึ้นและจะทรุดลงตามลำดับ  และจะมีโอกาศเสียชีวิตได้สูงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง  เช่น  อาเจียนเป็นเลือด  จะมีอาการติดเชื้อรุนแรงขึ้น  โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้องภาวะตับวาย  และผู้ที่เป็นตับแข็งนี้ยังมีโอกาศเป็นมะเร็งตับได้สูงร้อยละ 2 -4 ต่อปี

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ  ซี

                          ส่วนใหญ่นั้นจะรู้ว่าเป็นโดยบังเอิญ  เช่น  จากการตรวจร่างกายประจำปี  การบริจากเลือด  เมื่อตรวจพบว่าตับทำงานผิดปกติ  แพทย์จะตรวจว่าเป็นเพราะอะไร  ในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับวัรัสในระยะที่เกิดตับแข็งแล้ว  หรือโรคเป็นมะเร็งจากตับแข็ง  เช่น  ท้องมาน  อาเจียนเป็นเลือด  หรือเป็นมะเร็งตับแล้ว  ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจตับและหาไวรัสตับต่างๆ

การป้องกัน

                         ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตักเสบ  ซี  ทางที่ดีจึงเป็นการป้องกันเป็นหลัก  โดนหลี่กเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

การตรวจหาผู้ป่วย

                         เพราะระยะแรกของโรคนั้นไม่แสดงอาการ  จึงต้องตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี  และถ้าจำได้ว่าเคยดัรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2533  ผู้ที่สำส่อนทางเพศ  พวกที่ชอบสัก  เจาะเนื้อตัวทั้งหลาย  ให้ไปตรวจร่างกายไว้ก่อนได้เลยและถ้าพบว่าการทำงานของตับผิดปกติจะได้ทำการ รักษาได้ทัน

                         การตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี อาจทำได้ 2 วิธี

                      1. การตรวจจากน้ำเหลือง  คือ  การตรวจแอนติบอดี้ต่อไวรัสตับอักเสบ  ซี

                      2. ตรวจกาโดยตรงจากการตรวจหาอาร์เอ็นเอ  ของไวรัส

                      สำหรับการตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบ  ซี  พบว่าสายพันธุ์ของมันมีความสัมพันธุ์อย่างมากกับความสำเร็จของการรักษา  โดยพบว่า  ไวรัสตับอักเสบ  ซี  อาจบ่งได้ 6 สายพันธุ์หลัก  และมีสายพันธุ์ที่ง่ายต่อการักษาเพียง 5-6  เดือนก็หายได้แล้ว

เมื่อป่วยต้องทำอย่างไรดี

                       1. ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อ  ไม่ให้เลือด  ไม่เจาะ  ไม่สัก  ไม่ใช้  ของที่ปนเปื้อนของเหลวกับคนอื่น  การร่วมเพศก็ต้องสวมถุงยางอนามัย  แล้วทำการรักษาให้หายขาด

                        2. ดูแลเรื่องอาการการกินให้สะอาด  ครบ 5 หมู่  ออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่ดื่มเหล้า  สูบบุหรี่เลย

                        3. หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่ทำอันตรายต่อตับ  ต้องแจ้งแพทย์ให้รู้  ไม่ควรใช้สมุนไพรบางอย่าง  เช่น  ใบขี้เหล็ก  บอระเพ็ด  เพราะพบว่าอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้

                         4. ควรไปพบแพทย์สม่ำเสมอ  เพื่อการรักษาและประเมินการทำงานของตับทุก 3 – 6 เดือน  หรือกว่านี้ตามอาการ

การรักษา

                       เป้าหมายคือ  ทำให้ไวรัสตับอักเสบ  ซี  ตัวนี้หมดไปจากร่างกาย  ตับก็จะค่อยๆ  คืนความปกติ  ยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดี 2 ตัวที่ขอแนะนำ  และไม่เป็นอีกหลังหยุดยาคือการให้ยา 2 ตัวร่วมกันเป็นยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอนกับยากิน  ไรบาไวริน

อินเตอร์เฟอรอน คือ

                       เป็นโปรตีน  สามารถผลิตได้โดยภูมิต้านทานของเราในปริมาณจำกัด  จะทำการต่อต้านหรือกำจัดไวรัสตับอักเสบ ซี  การออกฤทธิ์โดยทั่วไปจะไปเสริมให้การทำลายไวรัสบางชนิดรวมถึงไวรัสตับ อักเสบ  บี  และซี  เสริมการทำงานของภูมิต้านทาน  ปัจจุบันได้พัฒนายาชนิดนี้เป็น  เพ็คกิเลตเตดอินเตอร์เฟอรอน  ที่มีปะสิธิภาพการักษาที่สูงกว่าการออกฤทธิ์และยาวนานขึ้น  มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ไรบาไวริน  คือ

                       เป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายนิวคลีโอไซด์  เป็นสารในการสร้างอาร์เอ็นเอ  หรือดีเอ็นเอของไวรัส

                       ปัจจุบันมาตรฐานการักษานั้น  โดยการใช้ยาเพ็คกิเกตเตด  อินเตอร์เฟอรอน  ร่วมกับไรบาไวรินเป็นเวลา 24 สัปดาห์ในกรณีไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ที่ 1 และถ้าเป็นสายพันธุ์ที่ 1 จะใช้ประมาณ 48 สัปดาห์  ก็หาย

                        ภัยเงียบ!  ภัยร้าย!  ป้องกันได้  วรัสตับอักเสบ  ซี  แม้จะไม่ทำลายร่างกายโดยเฉียบพลัน  แต่ปล่อยไว้ก็ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

บทความ : พลตรีนายแพทย์  อนุชิต  จูฑะพุทธิ

จาก : นิตยสาร alternative  health



เข้าชม : 927


บทความสุขภาพ 5 อันดับล่าสุด

      โรคคอตีบ โรคติดต่อตัวร้าย ป้องกันได้ด้วยวัคซีน 28 / ก.ค. / 2559
      โรคไวรัสอีโบลา 10 / ส.ค. / 2557
      วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 8 / มิ.ย. / 2557
      วันงดสูบบุหรี่ 31 พ.ค. วันงดสูบบุหรี่โลก 27 / พ.ค. / 2557
      9 วิธีทำชีวิตให้สงบสุข 28 / ก.ค. / 2556


 
ห้องสมุดประชาชนจังหวัดตรัง  
ถนนพระรามหก  ตำบลทับเที่ยง  อำเภอเมือง    จังหวัดตรัง  075213051
chuin123_@hotmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05